Pin top

hd body 01

 

 

body02เป็นการผ่าตัดที่ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินตรงบริเวณที่ไม่ต้องการ เช่น ท้องน้อย ต้นขา สะโพก เข่า แขน คาง แก้ม และคอ ฯลฯ การดูดไขมันเป็นการลดสัดส่วนเฉพาะที่ ไม่ใช่การลดน้ำหนัก เพื่อให้รูปร่างแต่ละส่วนนั้นๆ ดูดีขึ้น หลายคนคิดว่าถ้าดูดไขมันแล้วจะผอมลงมากคงต้องบอกว่าดูดไขมันครั้งเดียว แล้วจะผอมไม่เป็นความจริง วิธีนี้จึงไม่เหมาะสำหรับคนอ้วนหรือถ้าคนอ้วนก็จะต้องลดน้ำหนักลงเสียก่อน กระทั่งสามารถรักษาน้ำหนักตัวคงที่เป็นเวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี จนเหลือไขมันส่วนเกินเฉพาะที่

นอกจากนี้คุณยังควรมีผิวหนังที่ยืดหยุ่น ไม่ลายหรือหย่อนยานเพื่อว่าหลังจากดูดไขมันแล้วผิวหนังคุณจะได้หดตามได้ เพราะถ้าผิวหนังยืดหยุ่นได้ไม่ดี หลังการดูดไขมัน ผิวหนังก็จะหย่อนยานมากขึ้น ดังนั้น การดูดไขมันควรที่จะทำในคนที่อายุไม่มากเกินไป อย่างไรก็ตามถ้ายอมรับได้ในบางตำแหน่ง ว่าสามารถยอมรับการหย่อนยานเล็กน้อยเช่นด้านข้างๆ หน้าท้องก็สามารถทำผ่าตัดได้

สำหรับผู้ ที่ต้องการลดน้ำหนักควรเลือกใช้วิธีอื่นๆ เช่น การควบคุมอาหาร, ออกกำลังกาย เป็นต้น การดูดไขมันก็คือการดูดไขมันที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวหนังไม่ใช่ไขมันตื้นๆที่ เกาะกับผิวหนัง ฉะนั้น จึงสามารถดูดไขมันบริเวณบางส่วนของร่างกายเท่านั้น ไม่ใช่ทุกส่วนที่สามารถดูดไขมันได้ ตำแหน่งที่สามารถดูดได้เช่น ลำคอและใต้คาง ต้นแขน แผ่นหลัง เอว สะโพกและก้น หน้าท้อง ต้นขาด้านนอก ไม่ว่าจะเป็นการดูดไขมันด้วยวิธีไหน หรือบริเวณใดก็ตามคนไข้จะต้องยืนให้ศัลยแพทย์วาดตำแหน่งที่ต้องการดูดไขมันเสียก่อน ส่วนใหญ่แล้วการดูดไขมันแห่งหนึ่งจะเจาะรูดูดประมาณ 1-2 จุดและรูที่เจาะก็ไม่กว้างมากไม่เกิน 1/4 นิ้วและจะซ่อนรูตามรอบพับต่างๆ การดูดไขมันบางตำแหน่งถ้าดูดมากเกินไป อาจจะมีรอยบุ๋มและคลำได้คลื่นซึ่งต้องระมัดระวัง ได้แก่ บริเวณหน้าท้องส่วนล่าง,ต้นขาด้านนอก ถ้าดูดไขมันมากๆในตำแหน่งตื้นอาจคลำได้ ร่องรอยการดูดตำแหน่งที่พบว่าถ้าแม้ดูดออกมากๆถ้าไม่มีปัญหาการเกิดคลื่นและ บางเกินไป คือหน้าท้องส่วนที่อยู่เหนือสะดือ หน้าท้องด้านข้าง

 

เทคนิคการดูดไขมันในปัจจุบัน
การผ่าตัดดูดไขมันเป็นการผ่าตัดที่เกิดขึ้นไม่นานในโลก มีการผ่าตัดโดยการใช้ท่อดูดไขมันแบบปัจจุบันในปี 1978 หรือประมาณ 35 ปีเท่านั้นเองหลังจากการผ่าตัดครั้งแรกยังไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ จึงมีการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดร่วมถึงการพัฒนาหัวดูดไขมันและเทคนิคที่ทำร่วม กับการดูดไขมันให้ปลอดภัย จึงทำให้เทคนิคในปัจจุบันมีความหลากหลายมากกว่าเดิมมาก ในระยะแรกการพัฒนาเรื่องเทคนิคการดูดไขมันแต่ในระยะหลังจะเป็นการพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ดูดมากกว่าสำหรับเทคนิคการดูดไขมัน มีดังนี้

1. เทคนิคดั้งเดิม [CLASSICAL TECHNIQUE] เป็นการดูดไขมันระยะแรกที่ทำกันก่อนที่จะมีการคิดค้นเรื่องการฉีดน้ำเกลือโดยแยกเป็น 2 วิธี คือ

A. DRY TECHNIQUE เป็น เทคนิคที่ใช้หัวดูดไขมันโดยตรงไม่ต้องฉีดสารใดเข้าไปก่อน เทคนิคนี้มักใช้ร่วมกับการผ่าตัดอื่นๆเช่นการตัดไขมันหน้าท้อง ข้อเสีย ของเทคนิคนี้คือมีโอกาสเสียเลือดและเกิดความไม่สม่ำเสมอได้มากจึงไม่นิยมทำ กัน

B. WET TECHNIQUE แพทย์จะฉีดยาชาผสมกับสารที่ทำให้เลือดหยุดก่อนใส่สายดูดไขมันออกมา

2. เทคนิคแบบใหม่ [MODERN TECHNIQUE] แบ่งเป็น

A. เทคนิคที่มีการฉีดน้ำเกลือ [TUMESCENT /SUPER WET TECHNIOUE / CLASSIC TUMESCENT] ทำ โดยการฉีดน้ำเกลือผสมกับยาชาและอดินาลีน ฉีดเข้าไปในบริเวณที่จะดูดไขมันก่อนเทคนิคนี้ สามารถใช้หัวดูดขนาดเล็กๆ (1-3 mm) ได้ช่วยลดอาการเสียเลือด และลดการเกิดคลื่นหลังผ่าตัดได้มากขึ้น เทคนิคนี้เป็นเทคนิคมาตรฐานในปัจจุบัน

B. การใช้อัลตร้าซาวด์ [ULTRASOUND ASSISTED LIPOSUCTION /UAL] หรือเครื่องที่นำมาใช้ได้แก่เมื่อ 10 ปีก่อน มีการใช้อัลตราซาวน์ภายนอกโดยใช้หัวอัลตราซาวด์วางที่ผิวหนังที่จะดูดก่อนที่จะเริ่มทำการดูดเพื่อทำให้ไขมันแตกตัวแล้วจะค่อยทำ การดูด ในปัจจุบันมีการทำหัวอัลตราซาวด์ตัดที่ปลายท่อที่ทำเหมือนกับท่อดูดไขมันโดย การผ่าตัดจะมีการฉีดน้ำเกลือเหมือนกับเทคนิค A ก่อนแล้วสอดท่ออัลตราซาวด์ไปเป็นส่งผ่านพลังงานในการละลายไขมันแล้วจึงทำการ ดูดไขมัน ข้อดีของ การใช้อัลตราซาวด์ช่วยลดอาการบวมและอาการปวดหลังผ่าตัดอย่างไรก็ตามเนื่อง จากอัลตราซาวด์มีการส่งผ่านความร้อนเข้าไปในช่องผิวหนังต้องระมัดระวังไม่ ควรใช้เวลานานเกินไปและต้องระวังการใช้ในส่วนที่มีเส้นประสาทสำคัญเช่นคอและ ใบหน้า เทคนิคการใช้อัลตราซาวด์ยังเป็นเทคนิคที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่หลาย บริษัทจึงมีความหลากหลายในเรื่องเครื่องมือและยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องความ ปลอดภัยของการผ่าตัดและข้อจำกัดของเทคนิค ในกรณีที่ต้องการดูดไขมันมากๆ อาจไม่เหมาะจะใช้อัลตราซาวน์เพราะมีความร้อนในร่างกายมากจะทำให้มีการสูญ เสียน้ำและเกลือแร่หลังการผ่าตัดมีผลต่อระบบไหลเวียนเลือดได้

C. เครื่องดูดไขมันที่มีการสั่นได้ [POWER ASSITIED LIPOSUCTION VIBROLIPO] เป็น เครื่องดูดไขมันที่มีการเลื่อนเข้าออกได้ในตัวเองโดยการสั่น เครื่องสั่นจะทำงานโดยใช้ปั๊มลมหรือไฟฟ้า ช่วยทุ่นแรงในการดูดไขมันลดเวลาผ่าตัดและลดการเกิดคลื่นที่ผิวหนัง

D. เครื่องดูดไขมันร่วมกับเลเซอร์ [Laser Assisted liposuction ,Smart lipo] เป็นการใช้เลเซอร์ละลายไขมัน เลเซอร์ที่ใช้เป็น NDYAG โดยหัวเลเซอร์ติดอยู่ที่ปลายท่อเช่นเดียวกับอัลตร้าซาวด์ โดยทั่วไปอาจใช้เลเซอร์ละลายไขมันและดูดออกแต่ใช้บริเวณเล็กๆสามารถใช้ เลเซอร์เข้าไปละลายโดยไม่ดูดไขมัน เนื่องจากไขมันที่ละลายจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เอง ถ้าใช้เลเซอร์เข้าไปกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนังและช่วยให้ผิวหน้าตึงมาก

E. การดูดไขมันร่วมกับการฉีดน้ำ [WATE R ASSISTED LIPOSUCTION WATER JET] เป็นการดูดที่ใช้หัวดูดซึ่งเป็นท่อที่มี 2 รู รูด้านในเป็นรูทำหน้าที่ปล่อยน้ำเกลือผสมยาชารูด้านนอกเป็นรูสำหรับดูดไขมัน การฉีดน้ำช่วยแยกเซลล์ไขมันออกจากเซลล์ใต้ผิวหนังและ
ถูกดูดผ่านท่อดูดไขมันทันที อย่างไรก็ตามการใช้แบบฉีดน้ำเพิ่งเริ่มมีการใช้ประมาณ 4-5 ปี ผลของการดูดยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าดีกว่าแบบเดิมหรือไม่
hd technic
เทคนิคการดูดไขมันที่ใช้ที่คลินิคมีดังนี้้

1. WET TECHNIQUE ในกรณีที่ดุดไขมันในพื้นที่ขนาดเล็กอาจทำโดยการฉีดยาชาผสมอดีนาริน ในบริเวณนั้นๆ แล้วทำการดูดไขมันออกได้เลย

2. เทคนิคที่ใช้การฉีดน้ำเกลือ [TUMESCENT TECHNIQUE] เป็น เทคนิคมาตรฐานที่ใช้บ่อยที่สุด อาจไม่ต้องวางยาสลบ ถ้าดูดไม่มาก แต่ถ้าต้องการดูดหลายตำแหน่งต้องดมยาสลบ การผ่าตัดทำโดยการเปิดแผลที่รอบพับที่ซ่อนแผลเป็นได้ ฉีดน้ำเกลือผสมอดีนารินแล้วรอระยะหนึ่งแล้วจะดูดไขมันโดยใช้เครื่องดูดไขมัน ข้อดีของวิธีนี้คือลดความเจ็บปวด ลดการสูญเสียเลือด, ลดปัญหาการที่ผิวหนัง ไม่สม่ำเสมอ

hd prepare

  1. ไปพบศัลยแพทย์เพื่อตรวจเช็คสุขภาพ ลักษณะผิวหนังและไขมันสะสม
  2. แจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัว เช่นความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, หอบหืด
  3. งดยาที่ทำให้เลือดหยุดช้า เช่น แอสไพริน บูรา บวดหาย ทัมใจ ฯลฯ
  4. อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดก่อนมาพบแพทย์
  5. งดอาหารอย่างน้อย 6 ชม.
  6. ควรหลีกเลี่ยงการผ่าตัดช่วงที่มีประจำเดือน
  7. ถ้าความดันสูงควรควบคุมความดัน ให้อยู่ต่ำกว่า 140/90 mm Hg (มิลลิเมตร ปรอท)
    เนื่องจากการผ่าตัดทำให้เสียเลือดบางส่วน
  8. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ไม่ควรดูดไขมันปริมาณมากๆ เนื่องจากการผ่าตัด
    ทำให้เสียเลือดมาก ทำให้มีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตได้
  9. เตรียมตัวหยุดงานประมาณ 2 วัน
  10. ในกรณีที่ดูดไขมันออก (1-2 จุด) อาจทำโดยการฉีดยาชา สามารถกลับบ้านได้ แต่ถ้าต้องการดูดไขมันมาก อาจต้องทำที่โรงพยาบาล หลังผ่าตัดต้องพักที่ ร.พ. 1 วัน
  11. งดสูบบุหรี่ ประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ ก่อนผ่าตัด

hd consult 2

  1. ปริมาณไขมันที่ต้องการดูด
  2. ตำแหน่งที่ต้องการดูดไขมัน โดยทั่วๆไปจะซ่อนไว้ตามรอยพับที่ต่างๆ
  3. เทคนิคที่จะใช้ในการดูดไขมัน
  4. ศึกษาถึงแผลเป็นที่เกิดจากการดูดไขมันในแต่ละตำแหน่ง เช่น บริเวณหน้าท้อง แผลทางเข้าจะอยู่ทางสะดือหรือขาหนีบถ้าต้องการดูดไขมันบริเวณที่ต้นขา แผลจะอยู่ที่ขาหนีบ

hd howto

  1. วางยาสลบหรือใช้ยาชาเฉพาะที่
  2. เปิดช่องผิวหนังเป็นรอยยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร
  3. ฉีดยาเพื่อทำให้ไขมันอ่อนตัว และผสมยาห้ามเลือดลงในตำแหน่งที่ดูดไขมัน
  4. สอดท่อเข้าไปในรอยแผลที่เปิดไว้ และดูดเอาไขมันส่วนเกินออก
  5. เย็บแผลด้วยไหมขนาดเล็กประมาณ 1 - 2 เข็ม เพื่อปิดปากแผล
  6. พันบริเวณที่ดูดไขมันด้วยผ้ายืด
  7. ใช้เวลา 30 นาทีถึง 5 ชม. ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่ดูด

hd takecare

  1. หลังผ่าตัด พักที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2 - 3 วัน ถ้าดมยาสลบ ควรพักที่โรงพยาบาล 1 วัน
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ท้องผูกควรรับประทานผัก,ผลไม้และดื่มน้ำมากๆ เพื่อไม่ให้ท้องผูก
  3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 3 อาทิตย์หลังผ่าตัดเพราะจะทำให้เกิดน้ำเหลืองค้างในแผลผ่าตัดได้
  4. งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 อาทิตย์หลังผ่าตัดเพราะบุหรี่ทำให้แผลหายช้า
  5. ถ้ามีอาการบวมแดงบริเวณแผลผ่าตัดมากกว่าปกติควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที
  6. ควรใส่ชุดชั้นในรัดรูปประมาณ 1 เดือนเพื่อให้ได้รูปร่างที่ดีและลดบวม
  7. รัดผ้ายืดรัดหน้าท้องให้แน่นและจัดอย่าให้มีรอยย่นบนผ้ารัดหน้าท้อง
  8. รับประทานยาตามแพทย์สั่งไม่ควรทานยาแก้ปวดกลุ่มแอสไพริน
  9. ถ้าหายปวดควรเริ่มเดินช้าๆเพื่อลดอาการบวม
  10. งดการออกกำลังกายที่เกรงกล้ามเนื้อหน้าท้อง เช่น การซิดอับ, ควรงดออกกำลังกายหนักๆ ประมาณ 2 อาทิตย์
  11. งดการแช่ตัวในอ่างอาบน้ำถ้ายังไม่ได้ตัดไหม
  12. ช่วง 3 วันแรกจะบวมสุดๆแต่จะยุบภายใน 2 - 4 อาทิตย์และยุบเต็มที่ภายใน 3 เดือน
  13. แผลผ่าตัดจะเห็นชัดในช่วงแรก และจะดีขึ้นตามลำดับภายใน1 - 2 ปี
  14. ควรใส่ชุดชั้นในรัดรูปประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ได้รูปร่างที่ดีและลดบวม
  15. หลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือออกกำลังกายรุนแรง4 อาทิตย์
  16. วันที่ 3 สามารถอาบน้ำได้ แล้วซับแผลให้แห้ง
  17. ถ้าคันตัวสามารถทาแป้งแก้คันได้ แต่ห้ามทาที่แผล
  18. รับประทานอาหารได้ตามปกติ งดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสม
    ของแอลกอฮอล์ 1 - 2 อาทิตย์
  19. แพทย์จะนัดตัดไหมเมื่อครบ 5 - 7 วัน
  20. ถ้าดูดไขมันจำนวนน้อยสามารถกลับบ้านได้ จำนวนมากต้องค้างคืน
  21. เป็นรอยช้ำประมาณ 1 - 2 อาทิตย์

** หมายเหตุ

  • จะบวมประมาณ 2 - 4 อาทิตย์ และหลังจากบริเวณที่ดูดไขมันหายบวมแล้ว อาการบวมจะเลื่อนลงไปที่อวัยวะล่าง
  • ต้องพันผ้ากระชับบริเวณที่ดูดไขมันไว้ตลอด 2 - 6 อาทิตย์ จะถอดออกก็ต่อเมื่ออาบน้ำ
  • กลับไปทำงานได้ภายใน 5 - 7 วัน
  • ขับรถได้ทันทีที่หยุดทานยาแก้ปวดแล้ว
  • ออกกำลังกายได้ภายใน 2 - 4 อาทิตย์
  • จะเข้าที่ภายใน 4 - 8 อาทิตย์
 
ราคาผ่าตัดดูดไขมัน ราคา (บาท)
  ดูดไขมันเฉพาะที่ 1 ตำแหน่ง (ยาชา) 30,000
  ดูดไขมัน 2 ตำแหน่ง (ยาชา) 40,000
  ดูดไขมันเฉพาะส่วน (จุดละ) แขน 2 ข้าง,ท้อง, หลัง, เอว, สะโพก (พัก รพ. 1 คืน)
50,000
  จุดต่อไป 25,000/จุด